การเติบโตของราฟา (แปลบทสัมภาษณ์)

การเติบโตของราฟา

บทสัมภาษณ์ Simon Mottram ผู้ก่อตั้งแบรนด์ราฟา


ราฟาเป็นที่รู้จักเมื่อปี 2004 ที่กรุงลอนดอน โดยการเปิดตัวด้วยการจัดแสดงนิทรรศการในโรงเหล้า Truman Brewery ที่ลอนดอนฝั่งตะวันออกเป็นเวลา 1 เดือน


King of Pain ได้เสนอชื่อของคนหกคนในยุคทองของการปั่นจักรยาน ได้แก่ Fausto Coppi, Jacques Anquetil, Raymond Poulidor, Tom Simpson, Eddy Merckx และ Bernard Hinault ให้เป็นตัวแทนความเพียรพยายามและความสุขในการปั่นจักรยาน ชุดที่พวกเขาใส่เป็นแรงบันดาลใจให้ราฟาเข้ามาสู่ตลาดเสื้อผ้าปั่นจักรยาน


การเติบโตของราฟาทั่วโลกนับเป็นหนึ่งในความรุ่งโรจน์ของตลาดเสื้อผ้าปั่นจักรยานด้วยราคาสุดพิเศษและแรงบันดาลใจจากไซมอน มอทแมรม นิตยสาร Urban Cyclist ได้สัมภาษณ์เขาเกี่ยวกับแฟชั่นพวกนั้น


Urban Cyclist : ช่วยบอกเราที่ว่าราฟาได้ไอเดียในการออกแบบชุดจากไหน?


Simon Mottram : ผมขี่จักรยานมาตั้งแต่เด็กตอนที่ดู Tour de France ทางช่อง 4 และผมตกหลุมรักมัน ในช่วงต้นยุค 90 ผมเป็นหนึ่งในคนที่ขี่จักรยานไปทำงาน ซึ่งไม่ค่อยมีใครทำกันแล้ว มีแต่บุรุษไปรษณีย์กับพวกเพี้ยนๆแบบผมเท่านั้นแหละ Condor Pista จึงเป็นตัวเลือกที่ดีของผม


ในช่วงที่ผมอายุยี่สิบกลางๆการขี่จักรยานก็มีความสำคัญสำหรับผมมากขึ้นเรื่อย ๆ ผมเริ่มมีแนวคิดเกี่ยวกับเสื้อผ้าของนักปั่นจักรยาน ทำไมน่ะหรอ? เพราะผมหงุดหงิดที่ทำไมทุกคนถึงยอมใส่เสื้อผ้าเห่ยๆ เพื่อเพิ่มสมรรถนะในการขี่จักรยานน่ะสิ ชุดที่ดีจะต้องมีสมรรถนะและสไตล์เพราะว่ากีฬาเป็นสิ่งที่สำคัญ งดงาม และทรหด


Urban Cyclist : คุณยังจำตอนที่เข้ามาในตลาดเสื้อผ้าปั่นจักรยานได้ไหม?


Simon Mottram : ผลิตภัณฑ์แรกของเรายังคงเป็นหนึ่งในสินค้าที่ขายดีที่สุดของเรา ซึ่งก็คือเสื้อคลาสสิคสีดำที่มีแถบสีขาว ในความเป็นจริงมันครองตำแหน่งสินค้าที่ขายดีที่สุดมาร่วม 10 ปี เสื้อที่จะสวมใส่ทุกวันในทุกเงื่อนไข ทั่งขึ้นและลงภูเขา เพราะมันเป็นสิ่งที่สวยงามและสวมใส่ได้


ในปีที่แล้วเราได้ออกแบบเสื้อคลาสสิคใหม่เป็นครั้งแรกในรอบ 12 ปีและทำการเปลี่ยนแปลงมันถึง 12 ครั้ง รวมถึงความพอดีตัว, ซิป มันเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ละเอียดมาก ดูคล้าย BMW 5 Series ที่ค่อยๆพัฒนามาทีละนิดมากว่า 20 ปี



สำหรับชุดในช่วงแรกของเราคือเสื้อโปโลที่ทำจากขนแกะเมรีโน มันมีกระเป๋าอยู่ด้านหน้าและสะท้อนแสงได้ด้วย จากนั้นในปี 2005 เราเริ่มเพิ่มอุปกรณ์เข้ามามากขึ้น เราเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมมาเป็นเวลา 12 ปีแล้ว ผมคิดว่าแบรนด์เดียวที่สามารถแตะตลาดคนเมืองตอนนั้นได้ก็คือแบรนด์ Swobo ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังคงเป็นแบบนั้น


Urban Cyclist : ราฟามีแรงบันดาลใจอะไรในการออกแบบ?


Simon Mottram : เราเริ่มเจาะลึกเข้าไปในตลาดมากขึ้น จากวันแรกทุกอย่างดูทันสมัยมากขึ้น เรามักถูกเรียกเป็นแบรนด์ย้อนยุคหรือวินเทจ ซึ่งมันไม่ใช่ประเด็น เพราะเราไม่ได้พยายามเลียนแบบอดีตหรืออะไรเลย แต่มันมีสไตล์ในปลาย 60 หรือ ต้นยุค 70 ที่ดูดีกว่ากลางยุค 90 แล้วการอ้างอิงเหล่านั้นค่อยข้างละเอียดอ่อน ไม่ว่าจะเป็นการตัดคอเสื้อ หรือการออกแบบกระเป๋า


เราเป็นผู้นำด้านแฟชั่นที่ได้รับคำชื่นชมเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะสไตล์ของผู้ชายหรือผู้หญิง สำหรับผู้ผลิตจำนวนมากการขี่จักรยานก็แค่การขี่จักรยาน แต่สำหรับเรามันเป็นมากกว่านั้น ทำไมคุณไม่ควรมีแจ็คเก็ตที่ดูดีไว้ใส่ขณะปั่นจักรยานล่ะ? นักปั่นจักรยานเป็นมนุษย์และเราเป็นส่วนหนึ่งของโลกที่มีหลากหลายสไตล์ เพราะฉะนั้นคุณก็ไม่ควรที่จะมองข้ามพวกเขาไป


นอกจากนี้เรายังนำแรงบันดาลใจมาจากงานเก่าๆ ไม่ว่าจะเป็นแขนเสื้อสีชมพูสะท้อนแสงของเสื้อขนแกะเมอรีโนหรือซิปแบบห่วง O-ring pulls ที่ทำให้ง่ายต่อการใช้ในขณะที่สวมถุงมือปั่นจักรยาน ซึ่งเราได้ใช้มันในสินค้าตัวอื่นๆด้วยเพราะเป็นเอกลักษณ์ของราฟา


Urban Cyclist : วัตถุดิบของพวกคุณมาจากที่ไหน?


Simon Mottram : เราเดินทางไปทั่วโลกทั้งงานผ้าและงานกีฬาต่างๆ เพื่อค้นหาผ้าที่ดีที่สุด เมื่อคุณเริ่มต้นคุณก็จะเห็นสิ่งที่คุณต้องทำ คุณจะพบสองสามโรงงานที่คุณไว้วางใจที่จะทำงานด้วย


ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เราได้มีพัฒนาผ้าขึ้นมามากขึ้น อย่างเสื้อคลาสสิคที่ได้พูดถึงไป เราก็เป็นเจ้าแรกที่ริเริ่มใช้ Sport Wool ก่อนที่คนอื่นจะเริ่มใช้ตาม แล้วเรายังพัฒนา RPM - Rapha Performance Merino ที่เป็นส่วนผสมของขนแกะเมอรีโน และโพลีเอสเตอร์ขึ้นมาอีกด้วย


เรายังคงใช้วัตถุดิบนี้เพื่อสร้างความพึงพอใจให้คุณด้วยคุณสมบัติของขนแกะเมอรีโน และนอกจากนี้เสื้อของเรายังลดกลิ่นอับและสวมใส่สบาย รวมถึงการเสริมความเเข็งแรงของเส้นด้าย ไม่ว่าคุณจะยัดไว้ในกระเป๋าหรือโยนลงไปซัก มันก็จะไม่หดตัว


ในกรณีของเสื้อคลุมแจ๊กเก็ต เราได้ใช้เทคโนโลยีเมมเบรนจำนวนหนึ่ง ซึ่งเราได้ทำการค้นคว้ามาเมื่อไม่กี่ปีนี้โดยเน้นไปที่ผ้ากันน้ำ 12 แบบ เราได้ทดลองนำแต่ละอันมาทำเป็นแบบเดียวกัน แล้วก็ได้ทำการเลือกไว้แล้ว


Urban Cyclist : แน่นอนว่าคุณรักที่จะปั่นจักรยาน ความชอบนั้นรวมไปถึงการแข่งขันด้วยหรือเปล่า?


Simon Mottram : ในช่วงวัยรุ่นผมไม่ได้เข้าสโมสร ไม่ได้แข่งขัน ผมดันแต่งงานและมีลูก นี่ถือเป็นความผิดพลาดครั้งยิ่งใหญ่ที่ไม่ได้เดินไปในเส้นทางของการฝึกซ้อมเพื่อแข่ง ก่อนที่จะมีครอบครัว


แต่ผมเป็นคนกระตือรือร้นนะ ซึ่งนั่นเป็นเรื่องดีที่ทำให้ผมพบว่าเราไม่จำเป็นต้องแข่งเพื่อที่จะรักการปั่นจักรยาน มันไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่มันคือจุดเริ่มต้นในการสัมผัสธรรมชาติ การปั่นจักรยานรอบเมือง หรือแม้การแข่งรายการซิ่งอย่าง L'Etape du Tour ที่นักปั่นจะได้พักผ่อนไปกับธรรมชาติหลังจบทัวร์นาเมนต์ของ Tour de France


ผมกลับมาเริ่มปั่นตอนปี 2000 งานจัดที่เทือกเขาแอลป์ งานนั้นทรหดมาก มีคนเพียง 50 คนที่ไม่ได้เป็นคนฝรั่งเศส เพราะที่อังกฤษยังไม่มีวัฒนธรรมการปั่นทางไกล แต่ตอนนี้กิจกรรมประเภทเดียวกับ GranFondos กลายเป็นเรื่องปกติสำหรับผู้คนไป การฝึกฝนของผมสำหรับแข่งขันนั้นผ่าน Regent's Park, Richmond Park และขึ้นเหนือกรุงลอนดอนไปยัง Hertfordshire และ Buckinghamshire และผมยังคงทำอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้งกับราฟา


Urban Cyclist : การปั่นเป็นส่วนหนึ่งใน DNA ของราฟาหรือไม่?


Simon Mottam  : เราจัดการปั่นที่ราฟาทุกวันพุธ มันเป็นวันเดียวที่ผมสามารปั่นยาวๆได้ แต่พนักงาน 180 คนในลอนดอนไม่สามารถหยุดมาปั่นพร้อมกันได้ บางครั้งเราก็ออกไปปั่นที่สี่มุมเมืองของลอนดอน บางครั้งเราก็ปั่นไปกับกลุ่มเพื่อน ฤดูหนาวถึงฤดูใบไม้ผลิเราก็ปั่นกัน 3-4 ชั่วโมงอยูบ่อยครั้ง


กิจวัตรประจำวันปกติสำหรับนักปั่นจักรยานคือการนั่งที่ยาวนานในช่วงสุดสัปดาห์และมีการหมุนเวียนเล็ก ๆ น้อย ๆ ในหนึ่งสัปดาห์ เพราะผมมีลูกชายพิการ จึงไม่ค่อยว่างในช่วงวันหยุด




Urban Cyclist : คุณจัดสมดุลระหว่างการทำงานกับเลี้ยงลูกยังไง?


Simon Mottram : ออสการ์อายุ 22 แล้ว คุณคงรู้เกี่ยวกับออทิสติกสเปกตรัม ออสการ์อยู่ในส่วนปลายของสเปกตรัมนี้ เขาจึงไม่สามารถเรียนรู้เพิ่มได้ และต้องการแรงสนับสนุนทุกวัน


ผมแต่งงานและมีลูกที่น่ารักสองคน ทั้งสองคนมีส่วนกำหนดรูปแบบชีวิตของผมให้แสวงหาและสร้างราฟาขึ้นมา ดูแลออสการ์และหาหนทางที่ดูที่สุดให้เขา


บางครั้งอาการของออสการ์ทำให้ผมรู้สึกว่าต้องตั้งใจมากขึ้น ถ้าผมต้องอยู่ห่างจากออสการ์ ผมก็ต้องใช้เวลาตรงนั้นให้เกิดประโยชน์ที่สุด เพราะราฟาต้องการงาน และนี่ไม่ใช่เกมเพื่อการสร้างภาพ ผมต้องการเงินที่จะเลี้ยงดูครอบครัว หลังจากที่ภรรยาของผมลาออกจากงานเพื่อมาเลี้ยงดูออสการ์เต็มเวลา


ความเสี่ยงที่น่ากลัวเมื่อคุณมีลูกที่พิการอย่างรุนแรง คือชีวิตของคุณจะถูกกำหนดเส้นทางเอาไว้ แต่สิ่งสำคัญกว่านั้นคือคุณจะต้องไม่กลายเป็น "ครอบครัวที่พิการ"


Urban Cyclist : ภูมิทัศน์สำหรับการปั่นจักรยานมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรตั้งแต่เริ่มก่อตั้งเมื่อปี 2004?


Simon Mottram : วันที่เราเปิดตัว ไม่มีสัญญาณอะไรบ่งบอกเลยว่าอังกฤษจะเป็นตลาดนักปั่นที่คึกคักมากขนาดนี้ ซึ่งตอนนี้ผมคิดว่าตลาดที่จีนตอนนี้กำลังบูมเหมือนกัน


ทุกวันนี้เราเปลี่ยนแปลงไปมากทั้งด้านวัฒนธรรมและเรื่องของกฎหมายที่มีความถูกต้องมากขึ้น แม้ว่ามันจะเป็นในด้านกีฬาจักรยาน แต่ท้าทายความพยายามของเราที่จะทำให้มันเป็นที่นิยมมากขึ้น


Urban Cyclist : คุณคิดว่าการปั่นจักรยานในเมืองจะปลอดภัยได้อย่างไร?


Simon Mottram : ที่จริงผมคิดว่าปั่นในเมืองปลอดภัยมากกว่านะ ยิ่งตอนนี้ในลอนดอนก็มีนักปั่นเยอะขึ้น แถมเส้นทางชนบทมักมีรั้วสูงและถนนที่ไม่เรียบ แน่นอนว่ารถยนต์ขับได้เร็วกว่าในเมือง อาจเป็นอันตรายได้มากกว่าอีก


การติดต่อสื่อสารเป็นหลักสำคัญของการเดินทางที่เพิ่มมากขึ้น มันเป็นการปฏิวัติวงการให้เราสร้างผลิตภัณฑ์ ไม่ว่าจะหมวกหรือว่าเสื้อผ้าให้สอดคล้องกับความปลอดภัยของลูกค้ามากขึ้น


Urban Cyclist : คุณคิดอย่างไรกับการสร้างซุปเปอร์ไฮเวย์ในลอนดอน?


Simon Mottram : ต้องขอบอกก่อนเลยว่าตอนที่ผมได้ยินผมไม่เชื่อมันเลย เพราะผมคิดว่าถนนคือสิ่งที่ทุกคนควรจะได้ใช้ร่วมกันกับการเดินทางทุกรูปแบบ เราน่าจะลดความเร็วของรถยนต์ลงบ้าง


อาจจะฟังดูโรแมนติก แต่กรณีตัวอย่างเช่นที่ประเทศเยอรมนีและฮอลแลนด์มีข้อสันนิษฐานว่าหากมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นจากความผิดพลาดของคนขับ ในอังกฤษไม่มีกฏหมายข้อนี้ แต่ถ้าเราเปลี่ยนมันได้จะเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมมาก เพราะการเดินทางจะเป็นที่นิยมมากขึ้นถ้าถนนจะเปลี่ยนจากรถยนต์เป็นคนเดินเท้าและจักรยาน


แต่ในความเป็นจริงซุปเปอร์ไฮเวย์ก็ต้องถูกสร้างขึ้น ผมคิดว่าผมจะย้ายบ้านไปจากลอนดอนเหนือไปยัง Regent's Park


เราหวังว่าอนาคตรถยนต์จะน้อยลง โดยเฉพาะรถบรรทุก เพราะประเทศของเราเป็นเกาะเล็กๆที่ผู้คนค่อนข้างหนาแน่น ลองดูที่เยอรมันและฝรั่งเศส พวกเขาทำเส้นทางขนานเพิ่มขึ้นมาให้กับจักรยานด้วยซ้ำ แล้วมันไม่เหมือนกับทางแคบๆของเรา เพราะพวกเขามีพื้นที่มากพอที่จะทำอะไรแบบนั้น

 

 

Urban Cyclist : แล้วนักปั่นที่ยุโรปใส่ราฟากันไหม?


Simon Mottram : สินค้า75% ของเราถูกส่งออก ซึ่งก็หมายถึงตลาดที่มีขนาดใกล้เคียงกัน อังกฤษก็เป็นประเทศหนึ่ง ยุโรปที่ผมคิดว่าเรายังเป็นส่วนหนึ่งของมันอยู่ก็มีขนาดใหญ่กว่านิดหน่อย แล้วก็อเมริกาที่ใหญ่กว่านั้น แล้วก็มีเอเซียแปซิฟิคที่เป็นลูกค้ารายที่ใหญ่ที่สุดของเราและเป็นแรงบันดาลใจต่อการดีไซน์สินค้าของเรา เราดีไซน์สินค้าที่เหมาะสำหรับอังกฤษอย่างเดียวมานาน แต่ถ้าคุณอยู่ในสิงคโปร์ที่มีความชื้นและอุณหภูมิสูง เสื้อผ้าก็จะต้องเบาและระบายอากาศได้ดี


Urban Cyclist : การที่อังกฤษออกจาก EU จะมีผลต่อราฟาอย่างไร?


Simon Mottram : โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่าการที่ออกจากสมาพันธ์เป็นเรื่องที่น่าเศร้าและหายนะ แต่ว่าเราเป็นแบรนด์นานาชาติที่รับเงินทั้งดอลล่าร์และยูโร เรารับเงินเยนและสกุลอื่นเช่นกัน เราทำงานกับหน่วยเงินมากมายมาโดยตลอด เราจึงปลอดภัย


แต่อะไรก็ตามที่สร้างความร้าวฉานและความไม่มั่นคงก็เป็นสิ่งที่อันตรายต่อธุรกิจของผมเหมือนกัน ผมไม่อยากให้มันหนักกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้ แต่ตอนนี้ก็ยังไม่เห็นผลกระทบอะไรจากการที่อังกฤษออกจากสมาพันธ์ มันจะเริ่มเป็นปัญหาก็ต่อเมื่อเกิดการหดตัวหรือดิ่งลง แต่โดยรวมแล้วเราก็อยู่ในตำแหน่งที่ใช้ได้ทีเดียว


Urban Cyclist : สุดท้ายนี้ อนาคตของราฟาจะเป็นอย่างไร?


Simon Mottram : เป้าหมายที่ผมชี้ให้เห็นอยู่ตลอดคือการสร้างคอมมิวนิตี้ ตอนนี้เรามีลูกค้า 185,000 คนและสมาชิก Rapha Cycling Club 10,000 คน เพราะอย่างนั้น เราจึงมีแผนที่จะเปิดคลับเฮ้าส์เพิ่ม แล้วเราก็ได้เปิดไปแล้ว 2 ที่ในเมือง Seattle และ Boulder ในอเมริกา ตอนนี้เรามีคลับเฮ้าส์ร่วม 15 สาขาแล้วทั่วโลก

 

Urban, Lifestyle, Casual… ก็เป็นจุดโฟกัสของเราเหมือนกัน ในหนึ่งวันผมสามารถใส่ Lycra ได้เกือบทั้งวัน แต่ผมก็เป็นนักปั่นจักรยานทั้งวัน ในทุกๆวัน แม้ว่าจะไม่ได้ขี่จักรยานอยู่ก็ตาม เราก็เลยมองว่าสินค้าพวกนี้สำคัญ


เนื่องจากเราไม่ได้ทำงานร่วมกับ Sky แล้ว เราก็จะคงสถานะแอคทีฟในวงการการแข่งขันเพราะมันเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจนี้ ใช่แล้ว เราจะใช้เวลาในสนามฝึกน้อยลง แต่ผมจะบอกอะไรให้นะ แม้แต่สกินสูทก็ไม่มีค่าเมื่อเปรียบเทียบกับกางเกงที่ใช้งานได้จริงบนจักรยาน รวมถึงตอนที่ไม่ได้ขี่อยู่ และท่ามกลางสายฝนด้วย

 

ขอบคุณบทความและรูปภาพจาก Bikeradar

ติดตามสาระดีๆต่อได้ที่ https://nrnanofiber.com

Buy Now https://www.nrnanofiber.com/collections/running

0 comments

Write a comment

Comments are moderated